By Jate Ratanachina

18 May 2020 - 14:49

Jate, PhD student at Imperial College London

นายแพทย์เจตน์ รัตนจีนะเป็นอาจารย์แพทย์ ฝ่ายเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันกำลังลาศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาการวิจัยทางการแพทย์คลินิกอยู่ที่ National Heart and Lung Institute, Imperial College London โดยได้รับทุนสำหรับอาจารย์แพทย์จากสภากาชาดไทย ในบล็อกนี้ นายแพทย์เจตน์บอกเล่าถึงสาเหตุที่ตัดสินใจศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในสหราชอาณาจักร และผลกระทบที่ได้รับจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทำให้ผมมาที่สหราชอาณาจักร

เมื่อพูดถึงสหราชอาณาจักร หลายคนอาจนึกถึง การแข่งขันฟุตบอลลีกส์ต่าง ๆ การดื่มชาสไตล์อังกฤษ หอนาฬิกาบิ๊กเบน การเดินสวนสนามข้างพระราชวังบักกิ้งแฮม สภาพอากาศขมุกขมัว หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์อย่าง เจมส์ บอนด์ หรือ แฮรรี่ พอตเตอร์ แต่แท้จริงแล้ว สหราชอาณาจักร มีอีกสิ่งที่เป็นเลิศในระดับโลกที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานนั่นคือ ระบบการศึกษาแบบบริติช และความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมและการวิจัยทางการแพทย์

ต้องขอกล่าวถึงความชื่นชอบส่วนตัวก่อนนะครับว่า ผมเองมีความชอบศึกษาด้านประวัติศาสตร์ ในการพัฒนาประเทศไทยเรานั้นได้รับอิทธิพลแม่แบบการพัฒนามาจากสหราชอาณาจักร นับตั้งแต่อดีตมาหลายด้าน เช่น ระบบการเมืองการปกครอง ภาษา ศิลปวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เข้าสู่ประเทศไทยในยุคแรก ๆ รวมถึงการกีฬา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือรากฐานระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่เป็นเลิศในยุคแรกนั้นก็ได้รับการวางรากฐานมาจากระบบบริติช  ในส่วนของการแพทย์นั้น สหราชอาณาจักรเป็นชาติที่มีความเป็นผู้นำนับตั้งแต่ช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เช่น Edward Jenner ที่ศึกษาและค้นพบวัคซีนตัวแรกของโลกที่รักษาโรคไข้ทรพิษ หลายปีถัดมา Sir Alexander Fleming ค้นพบเพนนิซิลินที่เป็นยาปฏิชีวนะตัวแรกของโลก และในสาขาของผมคือระบาดวิทยานั้น John Snow นับได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกวิทยาการระบาดสมัยใหม่ของโลก ที่มีผลต่อการปรับปรุงการสาธารณสุขของทั้งโลกในเวลาถัดมา ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมมีความตั้งใจที่จะมาศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร ในด้านเกี่ยวกับการวิจัยทางการแพทย์ครับ

ในส่วนของสาขาและหลักสูตรที่ผมมาเรียนต่อนั้น มหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหราชอาณาจักรเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกในทุกสถาบันการจัดลำดับ มีอาจารย์ระดับโลกในทุกสาขาทางการแพทย์ และมีมหาวิทยาลัยที่เป็นอันดับหนึ่งของยุโรปในหัวข้อระบาดวิทยาโรคจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมที่ผมมาเรียน 

ส่วนตัวผมชอบระบบการเรียน research degree ของสหราชอาณาจักร

ถึงแม้จะไม่มีการเรียนในห้องเรียนรวม แต่การเรียนการสอนจะเน้นที่การตั้งคำถามและการคิดเชิงวิพากษ์ การศึกษาเรียนรู้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองตามที่อาจารย์ที่ปรึกษา (Supervisors) มอบหมายตั้งประเด็นคำถามในแต่ละสัปดาห์ ในสิ่งแวดล้อมที่มีความพร้อมทั้งสื่อการเรียนการสอน เครื่องมืออุปกรณ์วิจัย แล้วนำมาถกอภิปรายกับทีม  การเรียนระดับปริญญาเอกแบบบริติชนั้นจะทำให้เรามีเวลาทบทวนตกผลึก รู้ลึกรู้จริงในสาขาที่เราศึกษา และเกิดผลดีต่อการเรียนรู้ในระยะยาว โดยเฉพาะในด้านการแพทย์ที่องค์ความรู้มีมากมายในปัจจุบัน และมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

นอกจากนี้ ช่วงเวลาเย็นตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  สมาคมวิชาชีพและสมาคมวิชาการ เช่น Royal Society หรือ British Academy มักจะเชิญวิทยากรระดับโลกมาบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจที่อยู่นอกสาขาที่เราเชี่ยวชาญ กิจกรรมเหล่านี้มักเปิดให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไปเข้าฟังได้ฟรี และที่สำคัญคือจากการเข้าร่วมงานเหล่านี้ ผมเองได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยของคนบริติชในวงวิชาการที่มักจะคิดได้อย่างลุ่มลึกและเปิดกว้าง เป็นแนวทางเช่นกันครับ

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างของการมาศึกษาต่อในสหราชอาณาจักรคือประสบการณ์การใช้ชีวิตนอกห้องเรียน กล่าวได้ว่า สหราชอาณาจักรตอบโจทย์ทุกความสนใจในด้านต่าง ๆ ทั้ง ดนตรี กีฬา ศิลปวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมทางสังคม โดยมีทั้งความหลากหลายและความเป็นนานาชาติ สำหรับผมเองชื่นชอบการเที่ยวชมตามพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์ซึ่งมีการจัดนิทรรศการเป็นอย่างดีและมักจะไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น Victoria and Albert Museum  ในช่วงปิดเทอมสั้น ๆ อาจชวนเพื่อน ๆ หรือทีมวิจัยไปเดินป่า เที่ยวชนบท เที่ยวอุทยานของ National Trust ที่มีอยู่ทั่วประเทศ หรือชมฟุตบอล 

อ่านต่อด้านล่าง...

House of Commons เยี่ยมชมที่ทำการรัฐสภาของสหราชอาณาจักร ณ Portcullis House และ the Palace of Westminster รวมถึงร่วมดื่มชาพูดคุยกับสมาชิกรัฐสภาสหราชอาณาจักร ในประเด็นเกี่ยวกับการส่งเสริมนโยบายด้านสุขภาพ 
Last Night of the Proms ณ Royal Albert Hall ย่าน South Kensington คือการแสดงเทศกาลดนตรีประจำปี จัดต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1895 จนถึงปัจจุบัน สำคัญที่สุดคือการแสดงคืนสุดท้ายที่เน้น Classical Music และ British Patriotic Songs 

ผมยังทำวิจัยต่อได้ในช่วง COVID-19 

สถานการณ์ในขณะนี้นับว่ามีผลกระทบกับทุกคนโดยเฉพาะนักศึกษาที่ต้องทำการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ถูกปิดหมดเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการควบคุมการแพร่กระจายโรค ในส่วนของผมนั้นงานวิจัยปริญญาเอกเหลือในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ การอภิปรายข้อมูลที่เก็บมาทั้งหมด และการเขียนเล่มวิทยานิพนธ์ ดังนั้นที่ผมต้องปรับตัวหลัก ๆ คือการเปลี่ยนรูปแบบการนัดพบทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยเป็นรูปแบบออนไลน์ เช่น การประชุมของทีมวิจัย การนัดพบอาจารย์ที่ปรึกษา รวมถึงการประชุมวิชาการต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบ Virtual meeting ทั้งหมด 

แน่นอนครับว่าบรรยากาศการเรียนรู้ย่อมไม่สู้การได้พบปะกันจริง แต่หากมองข้อดีคือ เราจะมีเวลาที่ไม่ต้องเดินทาง เวลาดังกล่าวเปลี่ยนมาใช้ในการศึกษาค้นคว้ามากขึ้นในส่วนความรู้ที่เราอาจจะยังขาดอยู่ หรือเป็นการทบทวนวรรณกรรมจากฐานข้อมูลต่าง ๆ มาใช้ในงานวิจัยของเราในช่วงนี้ครับ

New Normal ชีวิตในช่วงล็อกดาวน์ 

ในทุก ๆ เย็น รัฐบาลสหราชอาณาจักรจัด Coronavirus Press Conferences ซึ่งผมติดตามทุกวัน เพราะทำให้เรารับทราบสถานการณ์การระบาดล่าสุดจากคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญและการควบคุมการระบาด รวมถึงมาตรการต่าง ๆ ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากคณะรัฐมนตรี 

ในการใช้ชีวิต ส่วนตัวผมเองสิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพ ผมปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของ National Health Service (NHS) ในฐานะที่เป็นนักศึกษาสิ่งที่ดีที่สุดคือการอยู่บ้านและออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น เช่น ออกไปซื้ออาหาร ซื้อยา หรือพบแพทย์เมื่อมีอาการฉุกเฉิน  นอกจากนี้ ผมยังต้องเตือนตัวเองให้ล้างมืออย่างถูกวิธีบ่อยครั้งขึ้น รักษาระยะห่างทางสังคมหรือที่เรียกว่า Social distancing ดูแลสุขภาพ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ข้อดีอย่างหนึ่งของสหราชอาณาจักร คือ ในชุมชนทุกที่มักมีสวนสาธารณะที่ร่มรื่นและปลอดภัย 

เนื่องจากเราได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านมาออกกำลังกายได้ ผมจึงใช้วิธีตื่นมาวิ่งตอนเช้าอย่างน้อยวันละ 30 นาที  ตอนสาย ๆ จนถึงเย็นค่อยกลับมาเรียนและทำงานตามที่อาจารย์มอบหมาย นอกจากนี้ สุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกันครับ ผมคิดว่าสิ่งที่จะช่วยได้คือการออกกำลังกายร่วมกับการทำสมาธิ

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ช่องทางการติดต่อสื่อสารสะดวกขึ้น ผมใช้วิธีพบปะเพื่อน ๆ ทีมวิจัยโดยรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันและพูดคุยทางออนไลน์ รวมถึงติดต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่นี่ และติดต่อครอบครัวที่ไทย เพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกันในช่วงการระบาดนี้อย่างสม่ำเสมอครับ

การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของมหาวิทยาลัยช่วยได้มาก  

ในทุกวัน ทางมหาวิทยาลัยของผมจะส่งอีเมลถึงนักศึกษาและบุคลากร สรุปข้อมูลล่าสุดถึงสถานการณ์การระบาด นโยบายของรัฐบาลและของมหาวิทยาลัยต่อการระบาด COVID-19 รายงานความก้าวหน้าการวิจัยและกิจกรรมอาสาสมัครต่าง ๆ เกี่ยวกับ COVID-19 และความก้าวหน้าในการพัฒนาวัคซีนของทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย ในส่วนของนักศึกษาที่เป็น Research degree นั้นหากไม่สามารถดำเนินการวิจัยต่อเนื่องจากช่วง Lockdown ทางมหาวิทยาลัยอนุญาตให้ยืดขยายระยะเวลาในการศึกษาออกไปได้ การสอบของนักศึกษาวิจัยช่วงนี้อนุโลมให้สอบทางออนไลน์ได้ นอกจากนี้ในประเด็นด้านสุขภาพจิต ทางมหาวิทยาลัยมี Drop-in session โดยที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในการพูดคุยหากมีปัญหาและมีความกังวลเนื่องจากสถานการณ์ต่าง ๆ ทางออนไลน์โดยเฉพาะในช่วงนี้ครับ  ผมตื่นเต้นที่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่ดูแลการพัฒนาวิจัยวัคซีน COVID-19  ในสหราชอาณาจักรขณะนี้มี 2 ทีมวิจัยหลัก Imperial College London กำลังเริ่มดำเนินการวัคซีนชนิด Self-amplifying RNA และมหาวิทยาลัย Oxford ได้เริ่มดำเนินการทดลองวัคซีนที่เป็น Recombinant viral vector ในอาสาสมัครแล้วครับ

Find out more